http://www.mnptaekwondo.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 สถานที่เรียน

 สมัครสมาชิก

 สั่งซื้อสินค้า

 Class เวลาเรียน

 ครูผู้สอน

 รวมรูปภาพ

 เบอร์โทร/ แผนที่

Main TKD

MNP Gym

สินค้า

สินค้ามาใหม่
สินค้าขายดี
 สินค้า MNP

ปฎิทิน

« December 2018»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     




สายคาดกับความหมาย

สายคาดหรือโอบิในภาษาญี่ปุ่นในสมัยนี้น่าจะเป็นที่คุ้นตาของคนทั่วไปแล้ว
โดยเฉพาะชื่อของสายดำ   
ในศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นการขึ้นให้ถึงสายดำอาจจะเป็นที่คาดหวัง
ของคนหลาย ๆ คน 
บางคนอาจจะบอกว่าสายคาดจริง ๆ แล้วไม่มีความหมาย
หรือที่คนชอบกล่าวกันอย่างติดตลกว่าเอาไว้กันกางหลุดนั้น

จริง ๆ แล้วสายคาดเองถูกนำมาใช้ด้วยความหมายหลาย ๆ อย่างที่ซ๋อนอยู่





          ในอดีตก่อนที่จะมีการแบ่งลำดับสายนั้น วิชาศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นมักจะมีการ
ให้ประกาศนียบัตรที่แสดงว่า
สำเร็จวิชานั้น ๆ หรือ อาจจะมีการแบ่งขั้นเป็นขั้นต้น
ขั้นกลางและสูง บางวิชาการสืบทอดก็เป็นไปแบบปากปล่าว


         การใช้การแบ่งระดับด้วยสายคาดถูกนำมาใช้ไม่นานโดย ปรมาจารย์จิโกโร่ คาโน่
ผู้ที่คิดค้นวิชายูโด 
ประมาณช่วงปี 1880 โดยมีการใช้เฉพาะสายดำเท่านั้นที่ให้กับ
ผู้ฝึกระดับสูง หลังจากนั้นจึงมีการนำมาใช้ในวิชาอื่น ๆ ต่อมา


          การใช้สายสีอื่น ๆ นั้นมีขึ้นมาหลังจากนั้นประมาณยี่สิบปี เพื่อแบ่งระดับของ
ผู้ฝึกย่อยลงไปอีก 
ในตอนนั้นวิชาอื่น ๆ นั้นรับการนำสายมาใช้เพื่อแบ่งระดับผู้ฝึกด้วย
โดยเฉพาะวิชาที่ยังไม่มีการแบ่งขั้นผู้ฝึก


         จนถึงปัจจุบันการแบ่งสายในวิชาการต่อสู้สมัยก่อนส่วนมากในต้นกำเนิดที่ประเทศญี่ปุ่น

ยังนิยมการใช้สายเพียงสองสีคือขาวและดำเท่านั้น

          ผู้ฝึกจะฝึกโดยใส่สายขาวไปเรื่อย ๆ โดยได้สายดำโดยมากจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองปี
ในวิชาทั่ว ๆ ไป  
แต่ในต่างประเทศนั้นนิยมใช้สายสีเข้ามาด้วย ซึ่งแต่ละที่ก็มีเหตุผลต่าง ๆ กันไป
ในบางวิชาลำดับสายในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศก็มีลำดับไม่เท่ากันก็มี
(
ทำให้ผู้ฝึกจากต่างประเทศบางคนกลายเป็นจุดสนใจเมื่อเดินทางไปฝึกที่ญี่ปุ่นอีกที)




หลายคนยังไม่รู้ว่าการรับสายดำนั้นไม่ใช่หมายถึงการจบการฝึก ในระบบวิชาการต่อสู้ญี่ปุ่นนั้น
จะเรียกสายดำว่าระดับ
Dan

หากเรียกเป็นภาษาไทยก็มักเรียกอย่างง่าย ๆ ว่า
ดั้งซึ่งมีความหมายว่า ระดับ
จากผู้ฝึกสายสีเมื่อได้รับสายดำขั้นแรกนั้นจะเรียกว่า โชดั้ง หรือ แปลว่าขั้นเริ่มต้น
หลังจากนั้นเมื่อฝึกต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นขั้นที่สองหรือที่สามต่อไป

การได้รับ โชดั้ง หรือขั้นเริ่มต้นนั้นก็มีความหมายตรงตัวว่า
เป็นขั้นเริ่มต้นที่ผ่านพื้นฐาน
การฝึกทั่วไป
มาแล้วnnไม่ได้หมายถึงว่าเก่งแล้วหรือ เรียนจบแล้วอย่างที่บางคนคิด
ในความหมายจริงเป็นแค่การจบการฝึกพื้นฐานเท่านั้นเอง


การคิดแบบผิด ๆ นี่เองทำให้ผู้ฝึกบางคนที่ไม่เข้าใจตรงนี้ก็เลิกฝึกวิชาไปเมื่อได้สายดำขั้นแรก

ส่วนระดับก่อนสายดำ ลำดับสายมักเรียก Kyuu ภาษาไทยเรียก คิว หรือ กิ้ว นั่นเอง



ความเข้าใจผิดอีกอย่างที่คนส่วนมากมักไม่รู้ก็คือ   การได้สายดำนั้นไม่ได้หลายความว่า
จะมีสิทธิ์สอนหรือเป็นอาจารย์ได้ 
วิชาโดยทั่วไปนั้นจะกำหนดระดับขั้นว่าผู้ฝึกที่สามารถ
สอนคือสายดำขั้นที่เท่าไร เช่น บางวิชาต้องเป็นสายดำขั้นสอง  สาม

หรือ สายดำขั้นสี่ขึ้นไปถึงจะมีสิทธิ์สอน



ส่วนสายดำที่ไม่ได้ลำดับถึงก็ยังเป็นนักเรียนอยู่นั่นเอง

ความเข้าใจผิดนี้มักเกิดมาจากความไม่รู้ที่รุ่นต่อรุ่นไม่ได้บอกต่อ ๆ กันไปนั่นเอง หรือ
บางครั้งผู้เรียนก็ไม่ได้ใส่ใจว่าทางสำนักต้นสังกัดมีระเบียบไว้ว่าอย่างไร


สายอีกประเภทที่มีก็คือสายกิติมศักดิ์ ที่ให้เพื่อเป็นเกียรติกับคนนั้น ๆ โดยที่ไม่ต้องฝึกวิชานั้นๆ
เลยก็มี 
ก็เหมือนกับการได้รับปริญญาแบบกิติมศักดิ์นั่นเอง โดยมากผู้ได้รับสายแบบนี้จะ
ไม่เอามาทำการสอนต่อไป





การแบ่งระดับโดยใช้สายมีประโยชน์หลายอย่างที่ซ่อนอยู่

เริ่มจากการแบ่งระดับผู้ฝึกเพื่อให้จับคู่ฝึกซ้อมได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ทำการฝึกซ้อมได้
อย่างปลอดภัย โดยจะบอกได้ว่าผู้ฝึกคนนั้น ๆ มีความสามารถระดับไหนที่ฝึกอะไรได้

เช่น หากทำการฝึกซ้อมที่เป็นท่าอันตรายผู้ที่ฝึกด้วยก็ควรจะมีพื้นฐานที่พอสมควร หรือ
ป้องกันตัวเองได้




การบอกมาตรฐานของผู้ฝึกก็เช่นเดียวกัน การที่ผู้ฝึกจะได้สายใด ๆ นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่
กับว่าผู้ฝึกนั้นจะเก่งหรือไม่ 
แต่จะแสดงถึงความตั้งใจ ความพยายามที่ผ่าน ๆ มา
เพื่อให้ได้รับสายนั้น ๆ


ในวิชาส่วนมากการได้รับสายก็จะต้องผ่านการสอบ หรือ การพิจารณาจากผู้สอนซะก่อน

ซึ่งผู้ฝึกที่สามารถผ่านการฝึกและผ่านการสอบนั้นได้ก็จะได้รับสายคาดนั่นเอง





นั่นก็เป็นสาเหตุนึงที่ส่งผลไปถึงการสอนศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นว่าผู้ที่เป็นจะต้องมีลำดับสาย
ที่ได้รับอนุญาติ 
เนื่องจากผู้สอนจะมีความรู้ความสามารถในมาตรฐานที่สามารถสอน
ต่อไปได้ไม่ได้แต่งวิชาขึ้นเองแล้วแอบอ้าง


ลองคิดดูเล่น ๆ ว่าหากมีคน ๆ หนึ่งที่เคยเข้าฝึกศิลปะการต่อสู้วิชาหนึ่งมาแค่ไม่กี่ครั้ง

แต่กลับเปิดสอนวิชาการต่อสู้นั้น ๆ ขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น จะเอาความรู้หรืออะไรมาสอนผู้อื่นต่อไป
นั่นคือปัญหาที่เกิดขึ้นหากผู้สอนนั้นไม่มีมาตรฐานที่เพียงพอ ซึ่งทางเดียวที่จะพอควบคุมได้ก็คือ
การแบ่งระดับโดยใช้ใบประกาศนียบัตรกับสายคาดนี่เอง

 

         ในวิชาของญี่ปุ่นการแบ่งระดับสายดำแต่ละขั้นนั้น  จะมีระดับในการเรียกต่างกัน แต่โดยมาก
จะใกล้เคียงกันคือ

1 ดั้ง โชดัน ผู้ที่เข้าใจพื้นฐานในวิชาทั้งหมด และกำลังเริ่มก้าวแรกในวิชา

2 ดั้ง นิดัน ความหมายคือ รุ่นพี่ หรือ เซมไป ผู้เชี่ยวชาญ(เริ่ม) สามารถแนะนำได้บ้าง

3 ดั้ง ซันดัน สามารถเป็น เซนเซ คือสามารถสอน และแก้ไขได้

4 ดั้ง ยนดัน เซนเซ ในระดับ 4 ดั้ง บางสำนักจะเริ่มเรียกว่าเป็น เรนชิ คือผู้ฝึกสอน ในความหมายยังเป็นผู้ฝึกฝน และสามารถสอนได้ดี

5 ดั้ง โกดัน เคียวชิ คือ ผู้สอน และมีความสามารถในการสอนที่ดี

6 ดั้ง โรคุดัน

7 ดั้ง ชิจิดัน

8 ดั้ง นานาดัน

9 ดั้ง คิวดัน

10 ดั้ง จูดัน

6-10 ดั้ง ฮันชิ(ชิฮัน) คือ ผู้ที่มีทั้งความเชี่ยวชาญ และความสามารถในการสอนที่ดีเสิศ เป็นตัวอย่างที่ดีในการฝึกฝน

 

view

MNP 5 แยก ปากเกร็ด

MN P ว.ษ.(ปากเกร็ด)

MNP ปาริชาต

MNP ศรีวรางค์

Download

view